ตลอดที่ผ่านมา ผู้จัดคอนเสิร์ตและเว็บไซต์ขายบัตรน่าจะได้รับฟีดแบ็กจากแฟนคลับไม่น้อยเรื่องการจัดการบอต และปัญหาการซื้อบัตรไปปล่อยต่อในราคาแสนแพง
หลายค่ายจึงเลือกใช้ระบบเมมเบอร์ชิปเพื่อยืนยันตัวตนและจำกัดจำนวนการซื้อให้เข้มงวดขึ้น ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นทางแก้ที่ได้ผล ทว่าในความเป็นจริง เราอาจกำลังถูก อัปราคาบัตรอย่างแนบเนียนโดยออฟฟิเชียล
ในระบบเมมเบอร์ชิปมีสิทธิพิเศษหลายอย่าง ซึ่งโดยหลักแล้วก็ไม่ใช่เรื่องไม่เหมาะสม แถมยังเป็นผลดีกับแฟน ๆ ด้วยซ้ำ แต่กลับมีสิทธิหนึ่งที่ถูกทำทีว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหา ทั้งที่จริงแล้วคือการโยนภาระให้แฟนคลับมากกว่า
สิทธิพิเศษนั้นคือ การจำกัดจำนวนการซื้อบัตรผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน และการไม่สามารถโอน/ส่งต่อบัตรได้
หลายคนจึงเข้าใจว่าปัญหาบัตรอัปราคาลดลงเพราะ “ระบบเมมเบอร์ชิป” แต่ความจริงแล้ว ผลลัพธ์เกิดจาก การห้ามส่งต่อบัตร ต่างหาก
คำถามคือ สิ่งนี้จำเป็นต้องพึ่งเมมเบอร์ชิปเท่านั้นหรือ จึงจะทำได้…?
คำตอบคือ ไม่จำเป็น เมมเบอร์ชิปเป็นเพียง “ด่านเพิ่ม” ระหว่างขั้นตอนซื้อบัตรเท่านั้น หากตัดสิทธิ์ “กดก่อน” ออกไป มาตรการพวกนี้ทำได้ด้วยระบบของเว็บไซต์ขายบัตรอยู่แล้ว
ใช่แล้ว เว็บไซต์ขายบัตรสามารถตั้งลิมิตจำนวนซื้อ และกำหนดสิทธิการโอนได้โดยไม่ต้องพึ่งเมมเบอร์ชิป อีกทั้งตอนสมัครใช้งานเราก็ยืนยันตัวตนกับแพลตฟอร์มอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลต้องไปยืนยันซ้ำในระบบอื่นเพียงเพื่อจะจำกัดจำนวนการซื้อหรือการส่งต่อ
พูดให้ชัด เมมเบอร์ชิปทำหน้าที่หลัก ๆ แค่ยืนยันสิทธิ “รอบเมมเบอร์/พรีเซล” เท่านั้น ส่วนมาตรการอย่างการจำกัดจำนวนและการห้ามส่งต่อ เว็บไซต์ขายบัตรทำได้อยู่แล้ว
นี่จึงทำให้เราต้องย้อนคิดว่า ที่ผ่านมาเรา ถูกชวนให้จ่ายเพื่อสิทธิ์ที่ควรได้อยู่แล้ว หรือเปล่า
ขณะเดียวกัน รอบทั่วไปกลับซื้อได้มากกว่าและยังส่งต่อบัตรได้อยู่ ซึ่งเปิดช่องให้มิจฉาชีพนำบัตรไปขายต่อแพงขึ้นสองถึงสามเท่า
สุดท้ายแล้ว ค่ายได้พยายามแก้ปัญหานี้จริงหรือไม่ หรือเพียงผลักภาระให้ผู้บริโภค พร้อมทั้งรับรายได้เข้ากระเป๋าอย่างเนียน ๆ กันแน่?
บทความวิเคราะห์นี้ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาใคร เพียงอยากชวนแฟนคลับลองมองอีกมุมหนึ่งเท่านั้น เป็นไปได้ว่าทางค่ายตั้งใจดีต่อการแก้ปัญหาเรื่องการซื้อบัตร เพียงแค่อาจยังไม่ทันเห็นว่ามีวิธีที่ง่ายกว่าและได้ผลไม่แพ้กัน
เรายังเชื่อด้วยว่า แฟนคลับหรือผู้บริโภคมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า บริการที่ต้องจ่ายนั้นเป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับอยู่แล้วหรือไม่ และเป็นธรรมกับผู้บริโภคเพียงใด
ท้ายที่สุด วงการจะดีขึ้นได้ด้วยความร่วมมือจากทั้งสองฝั่งแฟนคลับและค่ายแลกเปลี่ยนและรับฟังกันอย่างจริงใจ ไม่มองศิลปินเป็นเพียงสินค้า และไม่มองแฟนคลับเป็นเพียงเครื่องผลิตรายได้
ความรักระหว่างแฟนคลับกับศิลปินอาจต้องยืนอยู่ร่วมกับกลไกทางธุรกิจจริง แต่ไม่ควรถูกลดทอนให้กลายเป็นแค่เครื่องมือแสวงหากำไรจนละเลยความรู้สึกของกันและกัน
Responses (1 )